การขับเคลื่อนนโยบาย “การแนะแนวการศึกษาและอาชีพเพื่อการมีงานทํา

ดร.อวยชัย ศรีตระกูล
รองผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 1

ความเป็นมาและปัญหาที่เป็นอยู่

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า กระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายให้เพิ่มสัดส่วนของผู้เรียนสายอาชีวศึกษาต่อสายสามัญ เป็น 51 ต่อ 49 ภายในปี 2558 กาหนดแนวทางทาแผน Road show และการจัดทา School Mapping ในการรับนักเรียนอาชีวศึกษา เมื่อปลายปี พ.ศ.2556 มอบหมายให้สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สานักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน สานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ร่วมกับ สานักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา จัดประชุมผู้ปกครองนักเรียน จัดแนะแนวอาชีพให้กับผู้เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จัดงาน Open house ในโรงเรียนมัธยมศึกษา เพื่อเพิ่มสัดส่วนการเรียนสายอาชีพ สาหรับการเพิ่มจานวนนักเรียนอาชีวศึกษาในระยะยาว ส่งเสริมความร่วมมือระบบทวิภาคีของสานักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาเตรียมกาลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ ภายใต้ความร่วมมือของจังหวัด รวมไปถึงการจัดการศึกษาระดับ ปวช. ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และโรงเรียนมัธยมศึกษาซึ่งจะเป็นแผนร่วมในปี 2558 ต่อมาช่วงระยะเวลาก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2557 สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ดําเนินการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการครูแนะแนวและศึกษานิเทศก์ จานวน 450 คน จาก สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อไปขับเคลื่อนศูนย์แนะแนวของเขตพื้นที่การศึกษาให้ครูแนะแนวจากโรงเรียนต่าง ๆ เข้ารับความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมการศึกษาเพื่อการมีงานทา เพื่อกลับไปปฏิบัติตามนโยบายในโรงเรียน เชื่อว่าจะส่งผลต่อสัดส่วนผู้เรียนในปี พ.ศ. 2558 นี้ จากการศึกษาการขับเคลื่อนนโยบายการเพิ่มปริมาณผู้เรียนอาชีวศึกษา : สามัญศึกษา พบว่า ยังมีข้อมูลสาคัญๆ ที่เป็นอุปสรรค ต่อการขับเคลื่อนนโยบายนี้ ควรทําความเข้าใจและแก้ไข กล่าวคือ

1.ผู้ปกครอง ส่วนใหญ่มีค่านิยมให้นักเรียนเรียนต่อมัธยมศึกษาตอนปลายเพื่อให้บุตรหลานเข้าศึกษาจนจบปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย รวมทั้งผู้ปกครองบางท่านขาดความเชื่อมั่นในสถาบันอาชีวศึกษา อันเนื่องมาจากภาพลักษณ์ที่ปรากฏในสื่อสังคม แม้ว่าในต่างจังหวัดจะมีปัญหาน้อย ก็เป็นเรื่องที่อาชีวศึกษาต้องปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ดังกล่าว ครูแนะแนวในโรงเรียนสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสังกัด และโรงเรียนเอกชน น่าจะเป็นแกนหลักในการปฏิบัติการประชาสัมพันธ์งานอาชีพเชิงบวกให้กับผู้ปกครอง แน่นอนว่าอาชีวศึกษาต้องร่วมมืออย่างเข้มแข็งด้วย

2. ครูแนะแนว ขาดการส่งเสริมพัฒนามานาน รวมทั้งจํานวนครูแนะแนวมีไม่เพียงพอกับจํานวนนักเรียน ขาดข้อมูลสารสนเทศในการศึกษาเพื่อการมีงานทา ขาดการสร้างเครือข่ายภายนอก เนื่องจากนโยบายการศึกษาที่ผ่านมาโรงเรียนเน้นให้นักเรียนเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเป็นหลัก ปัจจุบันยังมีผู้บริหารและครูจํานวนไม่น้อยที่มุ่งให้นักเรียนเรียนต่อสายสามัญ เพราะขาดข้อมูลเชิงบวกด้านอาชีวศึกษา แต่ปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่าวิทยาลัยเทคนิคและอาชีวศึกษาหลายแห่งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เด็กเรียนเก่งมีความสาเร็จในการเรียนต่อสายอาชีพจานวนมาก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ยังไม่ถึงครูและผู้ปกครองส่วนใหญ่ ดังนั้นเราต้องเร่งศึกษา สร้างเครือข่าย และประชาสัมพันธ์ให้ทราบ ขาดการส่งเสริมพัฒนามานาน รวมทั้งจานวนครูแนะแนวมีไม่เพียงพอกับจานวนนักเรียน ขาดข้อมูลสารสนเทศในการศึกษาเพื่อการมีงานทา ขาดการสร้างเครือข่ายภายนอก เนื่องจากนโยบายการศึกษาที่ผ่านมาโรงเรียนเน้นให้นักเรียนเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเป็นหลัก ปัจจุบันยังมีผู้บริหารและครูจานวนไม่น้อยที่มุ่งให้นักเรียนเรียนต่อสายสามัญ เพราะขาดข้อมูลเชิงบวกด้านอาชีวศึกษา แต่ปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่าวิทยาลัยเทคนิคและอาชีวศึกษาหลายแห่งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เด็กเรียนเก่งมีความสาเร็จในการเรียนต่อสายอาชีพจานวนมาก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ยังไม่ถึงครูและผู้ปกครองส่วนใหญ่ ดังนั้นเราต้องเร่งศึกษา สร้างเครือข่าย และประชาสัมพันธ์ให้ทราบ

3. สถาบันอาชีวศึกษา วิทยาลัยขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมสูง มีนักเรียนเข้าไปศึกษาต่อจานวนมาก ในขณะที่วิทยาลัยต่างอาเภอจานวนมาก ต้องไปหานักเรียนเข้ามาเรียนทุกปี นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในอาเภอเดียวกันกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาตั้งอยู่นักเรียนก็ยังไม่เรียนต่อในสายอาชีพ ดังนั้น ภาพลักษณ์เก่าและกลยุทธ์ใหม่ควรเป็นสิ่งที่ต้องทาเป็นภารกิจแรกๆ ควรออกแบบระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอาชีวศึกษาใหม่ เพื่อให้เด็กใกล้ชิดครูมากกว่านี้ ครูแนะแนวไม่ต้องไปทาหน้าที่ให้กู้เงิน กยศ. จนไม่มีเวลาให้กับนักเรียน เหมือนที่เป็นกันอยู่ทั้งมัธยมและอาชีวศึกษา ณ วัน เวลานี้ (14 พฤษภาคม 2557) โรงเรียนมัธยมศึกษาต้องการความรู้อาชีพให้กับนักเรียน ในขณะที่วิทยาลัยเทคนิค/อาชีวศึกษา/การอาชีพ ต้องการจานวนนักเรียนมากขึ้น ช่องว่างความร่วมมือทางวิชาการและวิชาชีพร่วมกัน ยังมีอยู่ หน่วยงานทั้ง 2 ฝ่าย คงต้องร่วมกันสร้างถนนให้เด็กเลือกเดินอย่างถูกต้อง ภารกิจของสถาบันอาชีวศึกษาและสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาควรเป็นเจ้าภาพที่ดีร่วมกันในการบริหารการศึกษาด้านการแนะแนวอาชีพเพื่อการมีงานทาทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพควบคู่กันไป

4. ตัวนักเรียน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 6 ส่วนหนึ่งมีความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย แต่ก็ยังมีจานวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากทาอะไร มีความถนัดด้านไหน และในอนาคตเขาจะประกอบอาชีพอะไรที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด มีความรู้มีความสามารถในการทางานอย่างมีความสุข และสุดท้ายถูกตัดสินใจจากผู้ปกครองและกลุ่มเพื่อน ทาให้ไม่ประสบความสาเร็จในการเรียนและการทางาน ดังนั้นนักเรียนจึงต้องศึกษาเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และมีทักษะการตัดสินใจให้เหมาะสม จุดนี้จึงเป็นหน้าที่ของครูที่ปรึกษาและครูแนะแนวที่ต้องขับเคลื่อนในกิจกรรมแนะแนวอย่างจริงจัง มากกว่าเอาคาบแนะแนวไปติวโอเนต ไปท่องข้อสอบหรือไปทาอะไรที่นักเรียนเบื่อและคิดไม่เป็น อันนี้ต้องขอความร่วมมือผู้บริหารโรงเรียนมองผลสัมฤทธิ์และมองอนาคตเด็กควบคู่กันไปด้วย เด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นควรรู้ว่าจะสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างไรก่อน ? จากนั้นให้ศึกษาข้อมูลเรื่องอาชีพว่าในอนาคตของตนเองอยากทาอะไร? อาชีพ/เงินเดือนค่าตอบแทน/ความรู้ทักษะที่ต้องมี/คุณลักษณะพิเศษที่ต้องสร้างขึ้น โอกาสไปฝึกประสบการณ์อาชีพโดยตรงที่ไหน/อย่างไร? คาถามเหล่านี้ จะช่วยให้เด็กเราคิดเป็น เมื่อเขาทาได้เขาจะมีความสุขกับการทางานที่เขาชอบและเขาเลือกเอง ผู้เขียนคิดว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นโจทย์ใหญ่ที่ครูแนะแนวในศตวรรษที่ 21 จะช่วยนักเรียนของท่านแสวงหาคาตอบได้อย่างแน่นอน

แนวทางการส่งเสริมการศึกษาเพื่อการมีงานทาของสถานศึกษา ในปีการศึกษา 2558
แนวทางการส่งเสริมการศึกษาเพื่อการมีงานและการดาเนินการตามนโยบายเพิ่มปริมาณผู้เรียน อาชีวศึกษา : สามัญศึกษา 51 : 49 คงต้องปฏิบัติการร่วมกันเพราะเป็นนโยบายที่มีเป้าหมายเดียวกัน แต่การทางานคราวนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อของผู้ปกครอง นักเรียน ผู้บริหาร และครูในโรงเรียนจากเดิมส่วนหนึ่งด้วย ทาให้จะต้องมีกลยุทธ์ในการทางานที่เป็นไปได้ว่าจะทาให้นักเรียนเข้าสู่เส้นทางอาชีพได้มากขึ้น ประเด็นสาคัญ คือ ต้องสร้างคุณค่าการทางานและอาชีพให้กับนักเรียน การให้ข้อมูลอาชีพการมีงานทาที่เพียงพอกับผู้บริหาร ครูและผู้ปกครอง และประการสาคัญต้องมีนโยบายการศึกษาเพื่อการมีงานที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นจริงไม่ใช่อาศัยนโยบายเพียงอย่างเดียว เปิดโลก เปิดความไม่รู้ของผู้เกี่ยวข้อง (How to get involved) ซึ่งแต่ละส่วนแต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบคงจะต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในพื้นที่ มีการทางานในหลักการและเป้าหมายเดียวกัน

1. การดาเนินงานของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ต้องใช้กระบวนการขับเคลื่อนนโยบายแนะแนวการศึกษาอาชีพเพื่อการมีงานทําให้บรรลุเป้าหมายเหมือนกัน แต่อาจมีวิธีการดาเนินงานที่แตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่ ซึ่งขออนุญาตนาเสนอกรณีของจังหวัดเชียงใหม่ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 และสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 34 ดังนี้

1.1 ศึกษาข้อมูลสารสนเทศ วางแผน การแนะแนวอาชีพเพื่อการมีงานทาของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทํา Roadmap ระยะ 3 ปี กาหนดเป้าหมาย มาตรการให้ชัดเจน จัดทําแผนปฏิบัติการประจําปี เพื่อให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาสู่การมีงานทา ที่เชื่อมโยงกันทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา

1.2 สร้างเครือข่ายการทางานร่วมกับวิทยาลัย มหาวิทยาลัย สถานประกอบการ หน่วยงานท้องถิ่น และหน่วยงานส่งเสริมอาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น จัดหางานจังหวัด สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ธุรกิจขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน เพื่อให้มีส่วนร่วมในการพัฒนา โดยประสานงาน จัดทา MOU ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

1.3 จัดตั้งคณะกรรมการอานวยการขับเคลื่อนนโยบาย การศึกษาเพื่อการมีงานทาระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น ท้องถิ่นจังหวัด จัดหางานจังหวัด แรงงานจังหวัด พัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์จังหวัด หอการค้าจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด ประธานอาชีวศึกษาจังหวัด ประธานอาชีวศึกษาเอกชน ฯลฯ ประสานงานและส่งเสริมสนับสนุนให้มีการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการมีงานทาในสถานศึกษา

1.4 แต่งตั้งคณะทางานระดับเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อรับผิดชอบการทางานตามนโยบายการแนะแนวการศึกษาเพื่อการมีงานทา โดยมีผู้อานวยการสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นประธานคณะทางาน อาจจะมีคณะทางานคณะเดียว หรือ คณะทางาน 2 ส่วน ประกอบด้วย คณะทางานส่งเสริมการเรียนต่อสายอาชีพ กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษาเป็นเลขานุการ คณะทางานฝ่ายติดตามและประเมินผล กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผล เป็นเลขานุการ (จะตั้งใครเพื่ออะไร ให้สามารถทางานได้ขึ้นอยู่กับสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจารณา) ทั้งนี้คณะกรรมการระดับเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องสรุปผลการดาเนินงานก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 และสิ้นสุดภาคเรียนที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 เพื่อนาเสนอกรรมการระดับเขตพื้นที่ ระดับจังหวัด เพื่อปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาเป็นวงรอบ PDCA และสรุปรายงานผลไปยัง สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามกาหนดระยะเวลา

1.5 การส่งเสริมพัฒนาศูนย์แนะแนวของเขตพื้นที่การศึกษา ขยายศูนย์แนะแนวในสถานศึกษาให้เพิ่มมากขึ้น

1.6 นิเทศ ติดตามและประเมินผลการดาเนินงานตามนโยบายทั้งด้านปริมาณ 51 : 49 และเชิงคุณภาพ การดาเนินงานของกิจกรรมแนะแนวในโรงเรียน และมาตรฐานการแนะแนวในโรงเรียน ผลการดาเนินงานของศูนย์แนะแนวเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งทั้งกลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษาและกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผล ควรทางานร่วมกัน

1.7 ค้นหาโรงเรียนต้นแบบที่มีผลการปฏิบัติงานที่ดีด้านการแนะแนวอาชีพเพื่อการมีงานทา ประเมิน ผู้บริหาร ครูแนะแนวที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นและมอบรางวัลเพื่อเป็นขวัญกาลังใจระดับสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาและระดับสูงขึ้นไป

2. การดาเนินงานของสถานศึกษา สถานศึกษาอาจจะมีแนวทางการดาเนินงาน ดังนี้

2.1 วิเคราะห์บริบท สภาพแวดล้อม ข้อมูลสารสนเทศการเรียนต่อสายอาชีพของนักเรียนในโรงเรียน โดยแต่งตั้งคณะทางานจากทุกฝ่ายโดยมีผู้อานวยการโรงเรียนเป็นประธาน รองผู้อานวยการที่รับผิดชอบงานแนะแนวเป็นรองประธาน หัวหน้าฝ่ายแนะแนว เป็นเลขานุการ ศึกษาข้อมูลโรงเรียนและงานอาชีพในท้องถิ่น (จังหวัด/อาเภอ)

2.2 สรุปปัญหาและแนวทางการพัฒนาแนะแนวอาชีพเพื่อการมีงานทาในโรงเรียนเสนอฝ่ายบริหารพิจารณาโดยกาหนดเป้าหมายเชิงปริมาณ(อัตราการเรียนต่อสายอาชีพ)และเชิงคุณภาพ(สมรรถนะนักเรียนด้านอาชีพ) (อนึ่ง ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แนะแนวอาชีพเพื่อการมีงานทา ควรดาเนินการในภาคเรียนที่ 1 เพื่อผลในภาคเรียนที่ 2 สามารถสรุปเป้าหมายรายงานเขตพื้นที่การศึกษาได้)

2.3 รูปแบบการดาเนินงานอาชีพในโรงเรียน การจัดทาแผนงาน/โครงการ/กิจกรรม ควรเน้นกระบวนการแนะแนวอาชีพในโรงเรียน จะจัดการเรียนการสอนอย่างไร รูปแบบการส่งเสริมการมีงานทา การสร้างเครือข่ายอาชีพ และการให้ความรู้แก่ครู ผู้ปกครอง และชุมชน ต่องานอาชีพในโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่าง เช่น

2.3.1 การจัดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ในโรงเรียนมัธยมศึกษา

2.3.2 เปิดหลักสูตรอาชีพระยะสั้น หลักสูตร 30,60,90,120 ชั่วโมง โดยความร่วมมือกับวิทยาลัยสารพัดช่างหรือการศึกษานอกโรงเรียน หรือสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานในจังหวัด

2.3.3 จัดแผนการเรียนอาชีพในรูปแบบห้องเรียนอาชีพ หรือห้องเรียนพิเศษ ช่างยนต์ ช่างเชื่อม การโรงแรม มัคคุเทศก์ หรืออื่นๆ ในชั้นมัธยมศึกษา1 – 3 หรือ 4 – 6

2.3.4 ส่งเสริมอาชีพในโรงเรียนร่วมกับเครือข่ายการศึกษาอาชีพในท้องถิ่น เช่น เกษตรอินทรีย์ งานหัตถกรรมพื้นบ้าน การสร้างรายได้ระหว่างเรียน เริ่มตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นต้นไป เน้นจากการสร้างเจตคติที่ดีต่องานอาชีพจนถึงการสร้างรายได้จากการทางาน

2.3.5 โครงงานสารวจอาชีพ “1 ธุรกิจ 10 อาชีพ”เพื่อให้นักเรียนรู้จักค้นคว้า ค้นหาอาชีพที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน ไม่ยึดติดกับอาชีพที่มีอยู่ทั่วไป

2.3.6 กิจกรรมร่วมมือระหว่างบ้านกับโรงเรียน เช่น ทางานบ้านและทาการบ้าน ช่วยผู้ปกครองประกอบอาชีพเพื่อให้รู้คุณค่าของงานและเงิน มีความรับผิดชอบ โดยเริ่มตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

2.3.7 การประชุมเครือข่ายผู้ปกครอง “แนะแนวการอาชีพ” เพื่อให้ผู้ปกครองได้รับทราบข้อมูลงานอาชีพที่กว้างกว่าเดิม มองความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ความสามารถของนักเรียนสอดคล้องกับความเป็นจริงและความเป็นไปของเศรษฐกิจและสังคมในงานอาชีพ สามารถส่งเสริมสนับสนุนนักเรียนของตนเองได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

2.3.8 โครงการเตรียมความพร้อมของนักเรียนสู่งานอาชีพ เป็นการนาเสนอผลงานอาชีพของนักเรียน หรือ เปิดบ้านงานอาชีพ ให้นักเรียนได้ศึกษาเรียนรู้งานอาชีพจากหน่วยงานต่างๆ เป็นต้น

3. การดาเนินงานของศูนย์แนะแนวฯ/โรงเรียน

3.1 จัดทาแผนพัฒนาระบบงานแนะแนวในโรงเรียน และแผนพัฒนาเครือข่ายศูนย์แนะแนวเขตพื้นที่การศึกษา

3.2 พัฒนาหลักสูตรแนะแนวการศึกษาอาชีพเพื่อการมีงานทาของโรงเรียน

3.3 จัดทาโครงการ/จัดกิจกรรมส่งเสริมการอาชีพในโรงเรียน

3.4 สร้างเครือข่ายสถาบัน องค์กรอาชีพในท้องถิ่น และโรงเรียนเครือข่ายทั้งประถมและมัธยม

3.5 การนิเทศติดตามและประเมินผลการแนะแนวในโรงเรียน และศูนย์แนะแนวเขตพื้นที่การศึกษา ร่วมกับสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา

3.6 จัดโครงการหรือเข้าร่วมอบรมพัฒนาครูแนะแนว ประชุมสัมมนาครูแนะแนวประจาปี

4. บทบาทครูแนะแนวในสถานศึกษา

4.1 ปรึกษา หัวหน้า/รองผู้อานวยการฯ ขอความเห็นในการขับเคลื่อนนโยบายงานแนะแนวการศึกษาเพื่อการมีงานทาของโรงเรียน

4.2 เสนอผู้อานวยการให้ประชุมแจ้งนโยบายให้คณะครูทุกคนและแจ้งให้ผู้ปกครองทุกคนทราบ เพื่อให้ความร่วมมือ

4.3 กาหนดทีมงานขับเคลื่อนนโยบายแนะแนวการศึกษาเพื่อการมีงานทาในระดับสถานศึกษา

4.4 กาหนดโครงการ/กิจกรรมที่จะดาเนินการเกี่ยวกับการแนะแนว และเกี่ยวกับงานอาชีพ

4.5 นิเทศ กากับ ติดตามและประเมินผล

4.6 ค้นหาผลการปฏิบัติงานที่ดี และนาเสนอให้เป็นตัวอย่าง

4.7 รายงานสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่สังกัด

สรุปและข้อเสนอแนะ

การบริหารนโยบายแนะแนวการศึกษาอาชีพเพื่อการมีงานทาให้บรรลุหลักการและเป้าหมายของกระทรวงศึกษาธิการได้นั้น ผู้บริหารของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน ครู และบุคลากรทางการแนะแนวต้องชัดเจนเรื่องนโยบายและเป้าหมาย ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่ตรงกันว่า เด็กไปเรียนต่อสายอาชีพเพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ครูแนะแนวและครูที่ปรึกษาต้องศึกษากลุ่มอาชีพใหม่ๆ ต้องเรียนรู้และให้นักเรียนค้นหากิจกรรมแนะแนวอาชีพในโรงเรียน ต้องฝึกทักษะการสื่อสาร การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาให้กับนักเรียน เพื่อเป็นการการเตรียมตัวของนักเรียนสู่โลกอาชีพที่เป็นจริง ดังนั้น หลักสูตรการแนะแนวอาชีพ และกิจกรรมการแนะแนวอื่นๆ ในโรงเรียนถึงเวลาที่ต้องทบทวน ปรับปรุงพัฒนา การดาเนินงานต่างๆ จาเป็นต้องมีการทางานและรูปแบบการประสานงานการสร้างเครือข่ายอย่างเป็นระบบ ทั้งในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ระดับสถานศึกษา และศูนย์แนะแนวของสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในท้ายที่สุด ต้องยอมรับว่า ครูแนะแนวมีความสาคัญและมีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้สูงมาก ผู้บริหารจะทาอย่างไรให้ครูแนะแนวมีการพัฒนาทุกปี มีที่พึ่ง มีกาลังใจ มีความหวังในการทางาน มีกลุ่มพลังในโรงเรียนอย่างพอเพียงที่จะร่วมมือกันเปลี่ยนแปลงการศึกษาอาชีพเพื่อการมีงานทาของสถานศึกษา และของประเทศไทยให้ประสบความสาเร็จได้ในปี พ.ศ. 2558 ที่กาลังจะมาถึงเร็ววันนี้...